โครงงานวิจัย เรื่อง จริยธรรมเภสัชกร

      [Pharmacist’s Ethics]


          1. หลักการเหตุผล
          2. วัตถุประสงค์
          3. วิธีวิจัย
          4. ระยะเวลาในการดำเนินงาน
          5. แผนการดำเนินงาน
          6. งบประมาณ
          7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
          8. เอกสารอ้างอิง


      1. หลักการเหตุผล

        จากการพัฒนาด้านเภสัชกรรมเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากของอุตสาหกรรมยาทำให้มีการ
        ผลิตและกระจายยารูปแบบต่างๆ จากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ประมาณร้อยละ 80(1) ส่งผล ให้เกิดการใช้ยา (Drug Utilization)*  จากการตัดสินใจของ แพทย์ในการวินิจฉัยโรคและการสั่งใช้ยา (Prescribing) ร่วมกับการตัดสินใจของเภสัชกร ในการบริหาร จัดการระบบยา (Drug System)เริ่มตั้งแต่ การเลือก สรรยา-การผลิตยา- การจัดซื้อยา-และการส่งมอบยาต่อผู้ป่วย (Dispensing) พร้อมคำแนะนำ รวมทั้ง การ บริโภคยาของผู้ป่วย (consumption) อย่างถูกต้องตามคำสั่ง จึงเกิดการใช้ยาที่ เหมาะสม
        ที่ช่วย ทำให้ผู้ป่วยหายป่วยและมีสุขภาพดี ความสัมพันธ์ระหว่าง แพทย์-เภสัชกร-ผู้ป่วย จึงมีความสำคัญมาก ในระบบการใช้ ยาที่เหมาะสม

        การศึกษาสภาพการใช้ยาในประเทศไทยมีทั้งระดับมหภาค(2-7) และระดับจุลภาค(8-11) ที่สท้อนให้ เห็นภาพ ของการใช้ ยาที่ไม่เหมาะสมและทับทวียิ่งขึ้นในปัจจุบันซึ่งพบว่า มีการใช้ยาเกินจำเป็นมาก ขึ้นในสังคม ไทยทุกระดับ สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข โดย นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล รายงานว่า มีการใช้ ยาปฏิชีวนะในปี 2538 เป็นมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท(12) ในราคาขายปลีก และ รศ. พญ.สยมพร ศิรินาวิน (คณะแพทย ศาสตร์รามาธิบดี) รายงานว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยไม่มีข้อบ่งชี้ ที่เหมาะสมในอัตราที่สูงมากทั้งใน ส่วน ของแพทย์และการเรียกร้องจากผู้ป่วย รวมทั้ง การซื้อยา ปฏิชีวนะ กินเองจากร้านยา(12) ทำให้เกิดภาวะ เชื้อดื้อยาและสูญเปล่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม อาจเกิด จากผลิตภัณฑ์ยาไม่ได้มาตรฐานหรือยาเสื่อมสภาพ หรือเกิดจากแพทย์ วินิจฉัยโรคผิด -สั่งใช้ยาผิด หรือเกิดจากผู้ป่วยไม่มีเงินซื้อยา หรือผู้ป่วยกินยาไม่ตามสั่งเฉกเช่นเดียว กับ เกิดจากปัญหาด้านจริยธรรม ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทุกสาขาที่ได้ผลประโยชน์(13) จากการสั่ง ใช้ยานั้น ซึ่งก็มีเภสัชกรเป็นตัวหลักใน การบริหารจัดการระบบยาและกระบวนการ ต่างๆที่สร้างระบบ การส่งเสริมการขายยาอย่างเข้มข้นทุกรูปแบบของบริษัทยา จนกระทั่ง
        องค์การ อนามัยโลกต้องจัดทำ “เกณฑ์ทางจริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา” เมื่อปี 2531(14) โดย สนับสนุนให้ประเทศสมาชิก นำไปปรับใช้ให้เหมาะกับประเทศของตน เพื่อร่วมกันสร้าง จริยธรรมในวงการสุขภาพ (Health Ethics) และระบบการใช้ยาที่เหมาะสม รวมทั้งสมาคมแพทย์ อเมริกัน (American Medical Association) ประกาศใช้ “AMA Guideline on Gifts to Physician from Industry” เพื่อจำกัดการรับของกำนัล (สินบนปนน้ำใจ)จากบริษัทยา ปัญหาทาง จริยธรรมของ เภสัชกรที่มีส่วนทำให้เกิดการใช้ยาไม่เหมาะสมในสังคมไทย เกิดจากอะไร ทำไมเภสัชกรจึงฉกฉวย เอาเปรียบ ผู้ป่วยแบบอำพรางแอบแฝง การย่อหย่อน ด้านจริยธรรมของเภสัชกร เกิดจากการ จัดระบบบริการสาธารณสุข หรือเกิดจากระบบ การศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการ เรียน การสอนด้านจริยธรรม และมาตรฐาน การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม(15-16) การวิจัยเรื่องนี้ จึงจัดทำขึ้น เพื่อร่วมกันสร้าง จริยธรรมเภสัชกร และพัฒนาระบบจริยธรรมแห่ง วิชาชีพ เภสัชกรรมให้เภสัชกรมีส่วนเป็น ผู้นำในการร่วมกันสร้างระบบการใช้ยาที่เหมาะสมในสังคมไทย


      2. วัตถุประสงค์

        2.1 เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรค และ/หรือ ปัจจัยสนับสนุนในการจัดการ ศึกษาด้านจริยธรรม และมาตรฐาน การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม

        2.2 เพื่อหาแนวทางและรูปแบบในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อสร้างจริยธรรม
        เภสัชกร เพื่อการใช้ยา ที่เหมาะสม

        2.3 เพื่อพัฒนาระบบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมในประเทศไทย


      3. วิธีวิจัย

        ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร ร่วมกับการประชุมระดมความคิดกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการ
        จัดการเรียน การสอนด้านจริยธรรม


      4. ระยะเวลาในการดำเนินงาน

        12 เดือน (เมษายน 2541 - มีนาคม 2542)

       


      5. แผนการดำเนินงาน

      5.1 ระยะที่ 1 (เดือน เมษายน - มิถุนายน 2541) รวม 3 เดือน

      รวบรวมประมวลข้อมูลกฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในวงการสุขภาพทั้ง
      ในประเทศและต่างประเทศ

      5.2 ระยะที่ 2 (เดือน กรกฎาคม - กันยายน 2541) รวม 3 เดือน

          • -วิเคราะห์หาปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรค และ/หรือปัจจัยสนับสนุน การ ดำเนินการจัดการศึกษาด้าน จริยธรรมและมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
          • ประชุมระดมความคิดกลุ่มผู้มีประสบการณ์ด้านจัดการเรียนการสอนจริยธรรม ในการประกอบวิชาชีพ

      5.3 ระยะที่ 3 (เดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2541) รวม 3 เดือน

          • วิเคราะห์ประมวลแนวคิด แนวทางในการจัดระบบการเรียนการสอนด้านจริยธรรม และมาตรฐานการ ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
          • ประชุมระดมความคิดหารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนจริยธรรม
            เภสัชกร

      5.4 ระยะที่ 4 (เดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 2542) รวม 2 เดือน

      สรุปผลและเขียนรายงาน

      5.5 ระยะที่ 5 (เดือน มีนาคม 2542) รวม 1 เดือน

      ปรับปรุงแก้ไขรายงาน และจัดพิมพ์


      6. งบประมาณ 

      รวม 78,900 บาท

      ใช้ทุนวิจัยจาก “หน่วยปฏิบัติวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากฝ่ายวิจัย จุฬาฯ
      ตั้งแต่ปี 2536 ตามประกาศ จุฬาฯ วันที่ 26 กรกฎาคม 2536 จำนวน 638,470 บาท และประกาศ
      จุฬาฯ วันที่ 8 มีนาคม 2539 จำนวน 216,070 บาท เพื่อพัฒนาหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม และจัดทำวิจัยเรื่อง “การใช้ยาในสังคมไทย : ค่าบ่งชี้สภาพการใช้ยาในประทศไทย”

      ขณะนี้ ได้จัดทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาค่าบ่งชี้สภาพการใช้ยาในร้านยา” เสร็จสิ้นแล้ว จึงเตรียมการจัดทำวิจัย เรื่อง “จริยธรรมเภสัชกร” ในวงเงิน 78,900 บาท [ฝ่ายวิจัยจุฬาฯ
      อนุมัติ 30 กันยายน 2540 ตามบันทึกที่ ทม 0330 (น)/579 (ก)]


      7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

        7.1 ได้กฎเกณฑ์ต่างๆทางด้านจริยธรรมและมาตรฐานการประกอบวิชาเภสัชกรรม ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ

        7.2 ได้แนวทางและรูปแบบในการพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนจริยธรรมเภสัชกรเพื่อ
        การใช้ยาที่เหมาะสม


      8. เอกสารอ้างอิง

      1. World Health Organization 1988. The World Drug Situation. p.110.
      2. สำลี ใจดี, จิราพร ลิ้มปานานนท์, สุนทรี วิทยานารถไพศาล, สุรินทร์ สุรธนานันนต์, สงกรานต์ ภาคโชคดี, กรุงไกร เจนพาณิชย์, พิสวาท ทุติยโพธิ์. การใช้ยาชุดในเมืองไทย. ไทยเภสัชสาร 2523 ; 5 : 217-247.
      3. Sepulveda, C. In Search of Pharmacuatical Health, The Case of Thailand Dervelopment . Dialogue 1985 : 2, The Dag Hammarskjold Centre Ovre Slottsgatan 2 s-752 20 Uppsala, Sweden.
      4. สำลี ใจดี และคณะ. ปัญหาการสูญเสียเปล่าทางเศรษฐกิจในระบบยา. ใน “เศรษฐกิจ สาธารณสุขไทย” ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ และคณะ บรรณาธิการ, ศูนย์ศึกษานโยบาย สาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล 2529.
      5. สำลี ใจดี และคณะ. การใช้ยาในโรงพยาบาล. กลุ่มศึกษาปัญหายา/มูลนิธิสาธารณสุขกับ การพัฒนา, 2530.
      6. T. Dhanatrakul; Pharmacoeconomics : impact on pharmaceutical care, paper presentation in PAN PACIFIC-ASIAN CONGRESS II ON CLINICAL PHARMACY TRENDS AND PERSPECTIVES, APRIL 19-22, 1992 BANGKOK, THAILAND.
      7. วิษณุ ธรรมลิขิตกุล. การใช้ยาต้านจุลชีพในประเทศไทย. สารศิริราช 2535 : 44; (4) ; 311- 317 และ 344; (5) : 376-82.
      8. ภักดี โพธิศิริ และคณะ. การศึกษาวิจัยปัญหาการติดยาแก้ปวดหรือยาอื่นๆ ใน (กรรมกร) โรงงานอุตสาหกรรม. กองวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
      9. Thamlikithul V. Antibiotic dispensing by drug store personnel in Bangkok, Thailand. J. Antimicrob Chemother 1988 ; 125-131.
      10. นลินี อัศวโภคี, ศรีเบ็ญจา ไวทยพิเชษฐ์, Richard F. Heller. แบบแผนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช. วารสารโรคติดเชื้อและยาต้านจุลชีพ 2532 ; 6 : 79-82.
      11. สุเทพ จารุศิริกุล, พรรณทิพย์ ฉายากุล, ขจรศักดิ์ ศิลปโภชากุล, สืบสาย กฤษณะพันธ์. สำรวจการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์. สงขลานครินทร์ เวชสาร 2532; 7 : 181-188.
      12. “ภัยร้ายจากยาปฏิชีวนะ”, จับกระแส : จดหมายข่าวสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (27) กันยายน 2540 หน้า 1 - 3 และหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน อังคารที่ 9 กันยายน 2540, หน้า 9.
      13. วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์. ปัญหาทางจริยธรรมที่เกี่ยวกับแพทย์. สารศิริราช 2534 ; 43 (12) : 950-954.
      14. World Health Organization 1988. Ethical Criteria for Medicinal Drug Promotion.
      15. สำลี ใจดี. จริยธรรมแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม. หน่วยวิชาการเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536.
      16. สำลี ใจดี และคณะ. โครงการเสริมสร้างจริยธรรมแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม. รายงานส่งโครงการส่งเสริมคุณธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537.


       

      * Drug Utilization : The marketing, distribution, prescription and use of drugs with special emphasis on the resulting medical, social and economic consequences, WHO Technical Report. Series No. 722, 1985. p.49